วิเคราะห์อนุภาค

พฤษภาคม 14, 2026

C3 บริการใหม่และโปรโมชั่นพิเศษ!!! ราคา 2,000 บาท

C3 (Critical Cleanliness Control®) — การทดสอบความสะอาดของ PCB ระดับสูงสุด   ALS มีเครื่อง C3 ทดสอบความสะอาดเฉพาะจุด พร้อมให้บริการลูกค้าแล้วค่ะ!!! ตอนนี้มีโปรโมชั่นพิเศษ ราคาพิเศษ 2,000 บาท ต่อ 1 จุดการทดสอบ จากราคาปกติ 3,000 บาท บริการใหม่ และ โปรโมชั่นพิเศษ!!! ️ ระยะเวลาโปรโมชั่น: 15 พฤษภาคม – 14 สิงหาคม 2569   บริการ ราคาปกติ ราคาโปรโมชั่น C3 Testing Service ฿3,000 ✅ ฿2,000 ⚠️ ภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ในทุก PCB ในโลกการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ยุคปัจจุบัน ความสะอาด ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม — แต่เป็น ข้อกำหนดด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ที่ขาดไม่ได้ แผงวงจร (PCB) ทุกแผ่นที่ผ่านสายการผลิตล้วนสัมผัสกับสิ่งปนเปื้อนมากมาย ไม่ว่าจะเป็น: สารตกค้างจากฟลักซ์บัดกรี เกลือไอออนิก และสารเคมีในกระบวนการผลิต ฝุ่นละออง และความชื้น คราบไขมันจากการสัมผัสด้วยมือ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ สิ่งปนเปื้อนเหล่านี้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า PCB อาจดูสะอาดสมบูรณ์ — แต่ภายในอาจมีสารไอออนิกสะสมอยู่จนทำให้เกิดความเสียหายในสนามได้หลายเดือนหรือหลายปีต่อมา ผลเสียที่อาจเกิดขึ้นหากละเลยความสะอาด PCB ความชื้นดูดซึมผ่านเกลือไอออนิกที่ตกค้าง ⚙️ การกัดกร่อนทางเคมีไฟฟ้าบนวงจรทองแดงและข้อต่อบัดกรี  Dendritic Growth — เส้นใยนำไฟฟ้าจิ๋วที่งอกระหว่างวงจรและทำให้ลัดวงจร ⚡ กระแสรั่วและลัดวงจร  บอร์ดเสียหายสมบูรณ์ — มักเกิดแบบคาดไม่ถึงและตรวจหาสาเหตุได้ยาก  นี่คือเหตุผลที่การทดสอบความสะอาดไม่ใช่ทางเลือก — แต่เป็นขั้นตอนสำคัญของทุกโปรแกรมประกันคุณภาพ C3 (Critical Cleanliness Control®) คืออะไร? C3 คือเทคโนโลยีทดสอบความสะอาดแบบไอออนิก เฉพาะจุด ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดของวิธีทดสอบแบบเดิม หลักการทำงาน C3 ใช้ น้ำบริสุทธิ์แบบ Deionized เป็นตัวกลางสกัด โดยหยดน้ำปริมาณที่ควบคุมอย่างแม่นยำลงบนพื้นที่เฉพาะจุดของ PCB น้ำจะดึงสารไอออนิกออกมา จากนั้นวัดค่า สภาพนำไฟฟ้า (Conductivity) และคำนวณออกมาเป็น Corrosivity Index (C.I.) — ตัวชี้วัดมาตรฐานของระดับการปนเปื้อนและความเสี่ยงต่อการกัดกร่อน สูตรง่ายๆ ที่ต้องจำ สารไอออนิกมาก→สภาพนำไฟฟ้าสูง→C.I. สูง→ความเสี่ยงสูงสารไอออนิกมาก→สภาพนำไฟฟ้าสูง→C.I. สูง→ความเสี่ยงสูง ✓ C.I. ต่ำ=PCB สะอาด=ความเสี่ยงต่ำ=ผลิตภัณฑ์เชื่อถือได้✓ C.I. ต่ำ=PCB สะอาด=ความเสี่ยงต่ำ=ผลิตภัณฑ์เชื่อถือได้ ⚗️ วิทยาศาสตร์เบื้องหลังสารปนเปื้อนไอออนิก สารปนเปื้อนไอออนิกคืออะไร? คือสารเคมีที่มีประจุไฟฟ้า ได้แก่: ไอออนบวก (Cations): Na⁺, K⁺, Ca²⁺ ไอออนลบ (Anions): Cl⁻, Br⁻, SO₄²⁻ แหล่งที่มาของสารปนเปื้อน ไอออนที่พบบ่อย สารตกค้างจากฟลักซ์บัดกรี กรดอินทรีย์, ฮาไลด์ (Cl⁻, Br⁻) การสัมผัสด้วยมือมนุษย์ NaCl จากเหงื่อ น้ำในกระบวนการผลิต Ca²⁺, Mg²⁺, Cl⁻ ฝุ่นในบรรยากาศ เกลือไอออนิกหลายชนิด สารทำความสะอาดตกค้าง ไอออนจาก surfactant, สารอัลคาไลน์ การปล่อยก๊าซจาก PCB substrate สารอินทรีย์ไอออนิกต่างๆ ⚠️ กลไกความเสียหายทางเคมีไฟฟ้า สารไอออนิก+H2O+สนามไฟฟ้า→การกัดกร่อน+Dendritic Growthสารไอออนิก+H2​O+สนามไฟฟ้า→การกัดกร่อน+Dendritic Growth Dendritic Growth (Electrochemical Migration) คือการที่ไอออนโลหะละลายออกจากตัวนำที่ถูกกัดกร่อน แล้วตกตะกอนใหม่ในรูปของเส้นใยนำไฟฟ้าที่งอกแตกแขนงเหมือนกิ่งไม้ — เชื่อมช่องระหว่างวงจรและทำให้เกิดลัดวงจรแบบที่วินิจฉัยได้ยากมาก ⚖️ ROSE vs. C3 — แตกต่างกันอย่างไร? ❌ วิธีดั้งเดิม: ROSE Testing ROSE Testing (Resistivity of Solvent Extract) ตามมาตรฐาน IPC-TM-650 Method 2.3.25 ทำโดยการจุ่ม PCB ทั้งแผ่นลงในสารผสม IPA และน้ำบริสุทธิ์ แล้ววัดค่าการปนเปื้อนรวมทั้งแผ่น ข้อจำกัดที่ชัดเจน: ❌ ได้ค่าเฉลี่ยรวมทั้งแผ่น — ไม่รู้ว่าปนเปื้อนตรงไหน ❌ จุดอันตราย เช่น ใต้ IC แบบแน่นหนา อาจถูก “เจือจาง” โดยส่วนที่สะอาดกว่า ❌ ทำบนแผ่นที่มีชิ้นส่วนหรือ Coating แล้วไม่ได้ ❌ ไม่มีข้อมูลเชิงพื้นที่ — วิศวกรไม่รู้จะแก้ไขที่ไหน ✅ C3: การทดสอบแบบเจาะจงจุด คุณสมบัติ ROSE ✅ C3 พื้นที่ทดสอบ ทั้งแผ่น (ค่าเฉลี่ย) เฉพาะจุดที่ต้องการ ความละเอียดเชิงพื้นที่ ไม่มี สูง — Mapping ทีละจุด ทดสอบใต้ชิ้นส่วน ❌ ทำไม่ได้ ✅ ได้ (QFN, BGA ฯลฯ) ไม่ทำลายชิ้นงาน ✅ ใช่ ✅ ใช่ ความเร็ว ปานกลาง ⚡ รวดเร็ว — เกือบทันที ติดตาม Trend จำกัด ✅ ติดตาม C.I. ได้เต็มรูปแบบ นำไปปฏิบัติได้ ต่ำ สูง — ระบุจุดปัญหาชัดเจน ข้อดีหลักของการทดสอบ C3 1. ทดสอบเฉพาะจุดที่สำคัญที่สุด วิศวกรสามารถทดสอบได้ตรงจุดที่ต้องการ — ใต้ IC ความหนาแน่นสูง, บริเวณข้อต่อบัดกรี, รอบขั้วต่อ หรือจุดเสี่ยงใดๆ ก็ตาม 2. ⚡ ผลรวดเร็ว แบบ Real-Time ได้ผลเกือบทันทีหลังสกัดตัวอย่าง เหมาะสำหรับการควบคุมคุณภาพในสายการผลิต 3. ️ ไม่ทำลายชิ้นงาน ใช้เพียงน้ำบริสุทธิ์เท่านั้น ไม่เกิดความเสียหายทางกายภาพหรือทางไฟฟ้าใดๆ กับ PCB 4. เชื่อมต่อกับระบบ SPC ได้ เพราะ C3 ให้ข้อมูล C.I. แบบตัวเลข จึงเหมาะสำหรับ Statistical Process Control (SPC): ตรวจจับ Process Drift ก่อนที่จะเกิดความเสียหาย ประเมินประสิทธิภาพกระบวนการทำความสะอาด สร้างเอกสารยืนยันการปฏิบัติตามมาตรฐาน 5. ตรวจสอบได้แม้ใต้ชิ้นส่วน ความสามารถที่โดดเด่นที่สุด — C3 สามารถประเมินการปนเปื้อน ใต้ชิ้นส่วนแบบ Low-standoff อย่าง QFN และ BGA ที่การตรวจสอบด้วยวิธีอื่นทำไม่ได้ การประยุกต์ใช้งาน C3 ในอุตสาหกรรม ✔️ 1. ตรวจสอบความสะอาดหลังบัดกรี ตรวจสารตกค้างจากฟลักซ์หลัง Wave Soldering, Reflow หรือ Selective Soldering ✔️ 2. ตรวจสอบก่อนเคลือบ Conformal Coating ป้องกันการกัดกร่อนใต้ Coating ที่เกิดจากสารไอออนิกที่ซ่อนอยู่ ✔️ 3. ควบคุมคุณภาพในสายการผลิต ตรวจสอบแบบ Routine เพื่อรักษามาตรฐานความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ ✔️ 4. วิเคราะห์ความเสียหาย (Failure Analysis) เปรียบเทียบ Contamination Profile ของบอร์ดที่เสียกับบอร์ดปกติ ✔️ 5. ตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการทำความสะอาด ยืนยันว่ากระบวนการทำความสะอาดใหม่มีประสิทธิภาพครบทุกจุด ✔️ 6. ตรวจสอบวัตถุดิบและ PCB เปล่า ป้องกันสารปนเปื้อนก่อนเข้าสายการผลิต การรายงานผล Corrosivity Index (C.I.) ค่า C.I. สถานะความสะอาด ระดับความเสี่ยง การดำเนินการที่แนะนำ ต่ำ ✅ ยอดเยี่ยม — PCB สะอาด ต่ำมาก ไม่ต้องดำเนินการ — ผ่านขั้นตอนถัดไปได้ ปานกลาง ⚠️ ยอมรับได้ — มีสารปนเปื้อนเล็กน้อย ต่ำ–ปานกลาง ติดตาม Trend; ทบทวนกระบวนการ สูง ❌ ตรวจพบสารปนเปื้อน สูง สืบหาแหล่งที่มา; พิจารณาทำความสะอาดใหม่ สูงมาก ❌❌ สารปนเปื้อนสูงมาก วิกฤต ห้ามดำเนินการต่อ; แก้ไขทันที  หมายเหตุ: ค่า C.I. ที่ยอมรับได้ควรกำหนดตามการใช้งานจริง, ข้อกำหนดลูกค้า และมาตรฐานอุตสาหกรรม เช่น IPC-7711/7721, IPC-6012, IPC-A-610 มาตรฐานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง มาตรฐาน ขอบเขต IPC-A-610 การยอมรับชิ้นงานประกอบอิเล็กทรอนิกส์ IPC-7711/7721 การซ่อมแซมและดัดแปลงชิ้นงานอิเล็กทรอนิกส์ IPC-6012 มาตรฐาน PCB แบบ Rigid IPC-TM-650 2.3.25 การทดสอบความสะอาดแบบไอออนิก J-STD-001 ข้อกำหนดการบัดกรี MIL-PRF-31032 มาตรฐานทหารสำหรับ PCB C3 รองรับการปฏิบัติตามมาตรฐานเหล่านี้ด้วยข้อมูลที่ เฉพาะจุด, เป็นตัวเลข และตรวจสอบได้ ติดต่อเรา สอบถาม, ขอใบเสนอราคา หรือส่งตัวอย่างทดสอบ ติดต่อทีม Marketing ของเรา: เบอร์โทรศัพท์ Tel +66 94 480 4705 Tel +66 94 480 4706 Tel +66 83 858 1323  
อ่านเพิ่มเติม
เมษายน 16, 2026

กิจกรรมอบรมหลักสูตร “การประเมินความเสี่ยง มาตรฐาน ISO 45001:2018”

อ่านเพิ่มเติม
มีนาคม 25, 2026
วิเคราะห์ฝุ่นหรืออนุภาค

วิเคราะห์ฝุ่นในโรงงาน วิธีทดสอบและมาตรฐาน ISO ที่โรงงานต้องรู้

การเติบโตของอุตสาหกรรม EV และเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้การควบคุมอนุภาคในสายการผลิตกลายเป็นประเด็นสำคัญระดับโลก โดยตลาดบริการ Particle Analysis มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยกว่า 8% ต่อปี  การวิเคราะห์ฝุ่น หรือ Particle Analysis  คือกระบวนการตรวจสอบขนาด ปริมาณ และองค์ประกอบของอนุภาคที่ปนเปื้อนในอากาศ บนพื้นผิว หรือในชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์ เพื่อประเมินความเสี่ยงและควบคุมคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรม โดยพื้นที่ผลิตในหลายอุตสาหกรรมต้องควบคุมความสะอาดของอากาศอย่างเข้มงวดตามมาตรฐาน ISO 14644 บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า การวิเคราะห์ฝุ่นทำงานอย่างไร ใช้เครื่องมือแบบใด และเหตุใดการควบคุมอนุภาคจึงกลายเป็นหนึ่งในหัวใจของระบบควบคุมคุณภาพในโรงงานยุคใหม่ ทำไมตลาด Particle Analysis กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การควบคุมการปนเปื้อนของอนุภาคเป็นประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรมขั้นสูง โดยเฉพาะการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องใช้ห้องคลีนรูมที่ควบคุมอนุภาคอย่างเข้มงวด ตามข้อมูลขององค์กรอุตสาหกรรมระดับโลก ตลาดบริการ Particle Analysis มีมูลค่ากว่าพันล้านดอลลาร์ และเติบโตเฉลี่ยราว 8–9% ต่อปี การเติบโตนี้มีแรงขับหลักจากสามปัจจัย กฎระเบียบด้านคุณภาพและความสะอาดในอุตสาหกรรม การเติบโตของอุตสาหกรรม EV และ Semiconductor เทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์ที่พัฒนาต่อเนื่อง เช่น AI และระบบตรวจวัดแบบเรียลไทม์ เมื่อสายการผลิตมีความซับซ้อนมากขึ้น การวิเคราะห์ฝุ่นจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุมคุณภาพ ไม่ใช่เพียงการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมทั่วไป สถานการณ์ฝุ่นในประเทศไทย จาก PM2.5 สู่ฝุ่นในกระบวนการผลิต ประเทศไทยเผชิญปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก กรมควบคุมมลพิษ (PCD) ระบุว่าหลายพื้นที่ของประเทศมีค่าเฉลี่ย PM2.5 รายปีสูงกว่าแนวทางขององค์การอนามัยโลก ซึ่งกำหนดไว้ที่ 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตาม WHO Air Quality Guidelines รายงานของกรมควบคุมมลพิษยังระบุว่าแหล่งกำเนิด PM2.5 ในประเทศไทยมาจากหลายภาคส่วน เช่น การคมนาคมขนส่ง การเผาในที่โล่ง ภาคอุตสาหกรรม การผลิตพลังงาน แม้ข้อมูล PM2.5 มักถูกพูดถึงในบริบทด้านสุขภาพ แต่ในภาคการผลิต อนุภาคในกระบวนการผลิต (Process Particles) ก็เป็นความเสี่ยงสำคัญเช่นกัน อนุภาคเหล่านี้อาจเกิดจากเศษโลหะจาก machining ผงพลาสติกจากกระบวนการ molding หรือฝุ่นจากการสึกหรอของเครื่องจักร ซึ่งสามารถส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้โดยตรง ฝุ่นในสายการผลิตมีกี่ประเภทและต่างกันอย่างไร ในอุตสาหกรรม การวิเคราะห์ฝุ่นแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักตามแหล่งกำเนิดของอนุภาค ได้แก่ Airborne Particles และ Component Cleanliness ซึ่งต้องใช้วิธีการทดสอบและมาตรฐานอ้างอิงที่แตกต่างกัน Airborne ParticlesComponent Cleanlinessลักษณะอนุภาคที่ลอยอยู่ในอากาศภายในพื้นที่ผลิตอนุภาคที่ติดอยู่บนพื้นผิวหรือในชิ้นส่วนแหล่งกำเนิดการเคลื่อนไหวของคน เครื่องจักร กระบวนการผลิตเศษโลหะ ผงพลาสติก ฝุ่นจากการสึกหรออุตสาหกรรมหลักSemiconductor, Medical Devices, CleanroomAutomotive, EV, ชิ้นส่วนความแม่นยำสูงมาตรฐานอ้างอิงISO 14644VDA 19 / ISO 16232เครื่องมือที่ใช้LPC, Optical MicroscopeSEM/EDX, Optical Microscope, ICALS รองรับ✓✓ เมื่อกระบวนการผลิตมีความซับซ้อนมากขึ้น การตรวจสอบฝุ่นจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุมคุณภาพ ไม่ใช่เพียงการทดสอบเชิงสิ่งแวดล้อม วิธีการวิเคราะห์ฝุ่นที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ การวิเคราะห์ฝุ่นในห้องปฏิบัติการใช้เครื่องมือหลายประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะของอนุภาคและบริบทของกระบวนการผลิต ได้แก่ Optical Microscope
ใช้ตรวจสอบขนาด รูปร่าง และจำนวนอนุภาคบนตัวกรองหรือพื้นผิว SEM/EDX (Scanning Electron Microscope with Energy Dispersive X-ray)
วิเคราะห์โครงสร้างและองค์ประกอบทางเคมีของอนุภาคในระดับไมโคร LPC Particle Counter (Laser Particle Counter)
ใช้ตรวจวัดจำนวนอนุภาคในอากาศหรือของเหลวแบบเรียลไทม์ GC-MS (Gas Chromatography–Mass Spectrometry)
วิเคราะห์องค์ประกอบสารอินทรีย์ที่อาจเกี่ยวข้องกับอนุภาคหรือการปนเปื้อน Ion Chromatography (IC)
ใช้ตรวจสอบองค์ประกอบไอออนในฝุ่นหรือคราบตกค้าง มาตรฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ฝุ่นในอุตสาหกรรม การวิเคราะห์อนุภาคในภาคอุตสาหกรรมต้องอ้างอิงมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อให้ผลการทดสอบสามารถใช้ในกระบวนการควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบได้ มาตรฐานที่พบได้บ่อย ได้แก่ VDA 19 / ISO 16232 มาตรฐานการทดสอบความสะอาดของชิ้นส่วนยานยนต์ ISO 17025 มาตรฐานระบบคุณภาพของห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบเทียบ ISO 14644 มาตรฐานห้องคลีนรูมและการควบคุมอนุภาคในอากาศ ASTM / EPA methods วิธีการทดสอบอนุภาคและสารปนเปื้อนตามมาตรฐานสหรัฐ IEC 60068 มาตรฐานทดสอบสภาพแวดล้อมของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การใช้มาตรฐานเหล่านี้ช่วยให้ผลการวิเคราะห์มีความน่าเชื่อถือและสามารถเปรียบเทียบกับข้อกำหนดของอุตสาหกรรมได้ การวิเคราะห์ฝุ่นใช้ในอุตสาหกรรมไหนบ้าง การควบคุมอนุภาคมีความสำคัญต่อหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสายการผลิตที่ต้องการความแม่นยำสูง อุตสาหกรรมที่ต้องใช้บริการวิเคราะห์ฝุ่นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้า (Automotive & EV) เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical Devices) อากาศยานและการบิน (Aerospace) อาหารและยา (Food & Pharmaceutical) ในอุตสาหกรรมเหล่านี้ อนุภาคขนาดเล็กเพียงไม่กี่ไมครอนก็อาจส่งผลต่อความปลอดภัยหรือประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ได้ เทคโนโลยีใหม่ที่กำลังเปลี่ยนอนาคตของการวิเคราะห์ฝุ่น การวิเคราะห์ฝุ่นในอุตสาหกรรมกำลังพัฒนาไปพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะการใช้ AI และ IoT เพื่อตรวจจับอนุภาคในสายการผลิตได้รวดเร็วขึ้น เช่น การใช้ AI วิเคราะห์ภาพจากกล้องจุลทรรศน์ หรือเซนเซอร์ที่ตรวจวัดอนุภาคแบบต่อเนื่องและส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบวิเคราะห์บนคลาวด์ แม้เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติได้เร็วขึ้น แต่การยืนยันผลอย่างเป็นทางการยังคงต้องอาศัยห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 17025 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวิเคราะห์ฝุ่น PM2.5 กับการวิเคราะห์ฝุ่นในโรงงานเหมือนกันหรือไม่ PM2.5 เป็นตัวชี้วัดคุณภาพอากาศด้านสิ่งแวดล้อม ขณะที่การวิเคราะห์ฝุ่นในโรงงานมุ่งตรวจสอบอนุภาคที่อาจส่งผลต่อกระบวนการผลิตหรือคุณภาพผลิตภัณฑ์ ควรตรวจสอบฝุ่นในโรงงานบ่อยแค่ไหน ความถี่ในการตรวจสอบขึ้นอยู่กับประเภทอุตสาหกรรมและมาตรฐานที่ใช้อ้างอิง โดย ISO 14644-2 กำหนดให้ตรวจสอบอย่างน้อยทุก 6–12 เดือนตามระดับ ISO Class ของพื้นที่ผลิต ส่วนบางอุตสาหกรรมอาจกำหนดความถี่ตามรอบการผลิตหรือข้อกำหนดเฉพาะของลูกค้า การวิเคราะห์ฝุ่นใช้เวลานานเท่าใด ระยะเวลาขึ้นอยู่กับวิธีการทดสอบ ตัวอย่างเช่น การตรวจวัดอนุภาคด้วย LPC อาจใช้เวลาประมาณ 1–2 วันทำการ การวิเคราะห์องค์ประกอบอนุภาคด้วย SEM/EDX มักใช้เวลาประมาณ 3–5 วันทำการ ในยุคที่มาตรฐานการผลิตมีความเข้มงวดมากขึ้น การมองเห็นและควบคุมอนุภาคในกระบวนการผลิตจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารคุณภาพของโรงงาน การวิเคราะห์ฝุ่นไม่ได้เป็นเพียงการทดสอบเชิงเทคนิค แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ผลิตเข้าใจความเสี่ยงของกระบวนการผลิต และรักษามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ในระดับสากลได้อย่างต่อเนื่อง หากต้องการวิเคราะห์ฝุ่นหรือตรวจสอบอนุภาคในกระบวนการผลิต ALS Testing Services (Thailand) พร้อมให้บริการด้วยห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025
อ่านเพิ่มเติม
กุมภาพันธ์ 23, 2026

ประชุมสัมมนา การทดสอบอนุภาคสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ (VDA19/ISO16232) ครั้งที่3/2568

อ่านเพิ่มเติม
กุมภาพันธ์ 16, 2026

กิจกรรมฝึกอบรมหลักสูตร “การตรวจติดตามคุณภาพภายในห้องปฏิบัติการตามข้อกำหนดมาตรฐาน ISO/IEC 17025:2017”

อ่านเพิ่มเติม
มกราคม 29, 2026

ประชุมสัมมนาการทดสอบอนุภาคสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ (VDA19/ISO16232) ครั้งที่2/2568

อ่านเพิ่มเติม
ธันวาคม 25, 2025

ป้องกันปัญหามาตรฐานการผลิตด้วยการวิเคราะห์ฝุ่นรูปแบบ VDA 19 และ ISO16232

ในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ต้องการความแม่นยำ ทำให้ชิ้นส่วนจำนวนมากต้องทำงานร่วมกับระบบไฮดรอลิก น้ำมัน หรือกลไกที่ไวต่อสิ่งแปลกปลอมเพียงเล็กน้อย แต่ปัจจัยที่โรงงานมักมองข้าม แม้มีผลต่อคุณภาพอย่างมาก คือ ความสะอาดระดับอนุภาค ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการเกิดปัญหาจากเศษโลหะ เศษพลาสติก หรือใยเส้นเล็ก ๆ ที่อาจไม่มองเห็นด้วยตาเปล่า ทำให้การทำวิเคราะห์ฝุ่น ไม่เพียงงานตรวจสอบ แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบคุณภาพที่ช่วยยกระดับเสถียรภาพของการผลิตทั้งหมด มาตรฐาน VDA 19 และ ISO 16232 จึงถูกใช้เป็นกรอบการตรวจสอบและรายงานผลในอุตสาหกรรม       ยานยนต์ทั่วโลก โดย VDA 19 ให้แนวทางและวิธีทดสอบเชิงกระบวนการ ISO 16232 ให้เกณฑ์สากลที่ใช้สื่อสารร่วมกับ OEM และซัพพลายเออร์ การใช้สองมาตรฐานร่วมกันจึงช่วยให้ผลการวิเคราะห์ฝุ่นมีความเป็นสากล ตรวจสอบย้อนกลับได้ และใช้เปรียบเทียบคุณภาพระหว่างโรงงานได้อย่างชัดเจน เพราะฝุ่นอนุภาคไม่กี่ไมครอนอาจนำไปสู่ความเสียหายที่คาดไม่ถึงในระบบเชิงกลและระบบไฮดรอลิก เช่น อุดตันช่องทางน้ำมัน ชิ้นส่วนเคลื่อนที่ได้ยากขึ้น เพิ่มการสึกหรอในระบบที่ต้องการความแม่นยำ และก่อให้เกิดสัญญาณผิดพลาดในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น  การวิเคราะห์ฝุ่น จึงเปรียบเสมือนการตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อให้โรงงานทราบว่ากระบวนการผลิตอยู่ในระดับที่สะอาดพอหรือยัง ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นจริง   ยกระดับคุณภาพแบบแม่นยำด้วยเครื่องมือการวิเคราะห์ฝุ่น VDA 19 และ ISO 16232 การวิเคราะห์ฝุ่นอย่างมีคุณภาพเป็นการยกระดับการผลิต ด้วยการตรวจสอบปัญหาในโรงงานด้วยกระบวนการ ดังนี้  1.Decline Test ตรวจสอบความเสถียรของพารามิเตอร์การสกัดอนุภาค
ขั้นตอนแรกของมาตรฐาน VDA 19 คือการทำ Decline Test ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อตรวจสอบว่าพารามิเตอร์การสกัดอนุภาคนั้นเหมาะสมกับชิ้นงานหรือไม่ ขั้นตอนนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าอนุภาคทั้งหมดที่อาจปนเปื้อนจะถูกดึงออกมาอย่างสม่ำเสมอ ไม่เกิดความคลาดเคลื่อนจากอุปกรณ์หรือวิธีการ หาก Decline Test ไม่ผ่าน แสดงว่ากระบวนการผลิตหรือขั้นตอนการทำความสะอาดอาจมีความไม่เสถียร ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขก่อนเข้าสู่การทดสอบหลัก 2.Particle Analysis จำแนกและวัดปริมาณอนุภาคอย่างละเอียด
ขั้นตอนการวิเคราะห์ฝุ่น ตามมาตรฐาน VDA 19 และ ISO 16232 จะจำแนกอนุภาคออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ Metallic Non-Metallic Fiber
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้โรงงานทราบถึงประเภท ขนาด และจำนวนของอนุภาคที่สะสมอยู่บนชิ้นงาน รวมถึงสามารถเชื่อมโยงกับจุดกำเนิดภายในกระบวนการ เช่น ขั้นตอน machining การประกอบ การขัดผิว หรืออุปกรณ์บรรจุชิ้นงาน เป็นต้น   ประโยชน์เชิงธุรกิจจากการวิเคราะห์อนุภาคมาตรฐานระดับโลก 1.ลด Scrap และลดต้นทุนการผลิต
เมื่อโรงงานสามารถระบุแหล่งกำเนิดอนุภาคได้ตรงจุด  ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะบริเวณ เช่น เปลี่ยนขั้นตอนการล้างอุปกรณ์ป้องกันฝุ่น  ส่งผลให้ Scrap ลดลง และการผลิตมีความเสถียรมากขึ้น 2.เพิ่มความน่าเชื่อถือของคุณภาพสินค้า
การรายงานตาม ISO 16232 ทำให้ผลการตรวจสอบสามารถยืนยันกับ OEM ได้อย่างเป็นสากล ลดความคลาดเคลื่อนด้านการตีความ และสร้างความมั่นใจในในฐานะซัพลายเออร์ที่ควบคุมคุณภาพได้ดี 3.ควบคุมกระบวนการผลิตแบบต่อเนื่อง
ข้อมูลจากการวิเคราะห์ฝุ่น ช่วยให้โรงงานติดตามแนวโน้มความสะอาดของไลน์ผลิต และใช้วางแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกันความผิดปกติ เพื่อป้องกันสินค้ามีปัญหาเมื่อถึงมือลูกค้า  4.สนับสนุนการพัฒนาไปสู่ Zero Defect Manufacturing
การควบคุมคุณภาพจากระดับอนุภาค ช่วยให้โรงงานลดการเกิดข้อบกพร่องที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยสายตา และขยับเข้าใกล้เป้าหมาย Zero Defect ได้มากขึ้น ด้วยการระบุสาเหตุข้อบกพร่องอย่างมีคุณภาพ ทำให้สามารถวางแผนปรับปรุงปัญหาได้อย่างตรงจุด   การวิเคราะห์ฝุ่นกับการยกระดับคุณภาพแบบครบวงจรกับ ALS Testing สำหรับโรงงานที่ต้องการยกระดับความสะอาดของชิ้นส่วนอย่างเป็นระบบ การทำวิเคราะห์ฝุ่นตามมาตรฐาน VDA 19 และ ISO 16232 ภายใต้ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง ISO 17025 ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านคุณภาพ และสร้างความสอดคล้องกับข้อกำหนดของผู้ผลิตยานยนต์ระดับสากล ALS Testing ให้บริการทดสอบความสะอาดของชิ้นส่วนยานยนต์ครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสกัด การกรอง การนับ การจำแนกอนุภาค ไปจนถึงการจัดทำรายงานตามรูปแบบมาตรฐานสากล ทำให้โรงงานสามารถนำข้อมูลไปปรับปรุงกระบวนการผลิตได้อย่างแม่นยำ เชื่อถือได้ และสร้างความได้เปรียบด้านคุณภาพในระยะยาว ALS Testing ให้บริการตรวจความสะอาดของชิ้นส่วนยานยนต์อย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบเงื่อนไขการสกัดให้เหมาะกับชิ้นงาน การกรองและตรวจนับอนุภาค การจำแนกประเภทตามเกณฑ์ของ VDA 19 / ISO 16232 ไปจนถึงการจัดทำรายงานที่สามารถนำไปใช้อ้างอิงกับลูกค้าระดับ OEM ได้โดยตรง โรงงานจึงสามารถนำผลทดสอบไปใช้ปรับปรุงกระบวนการผลิต วางแผนลดของเสีย และกำหนดมาตรฐานความสะอาดภายในให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจได้  หากต้องการขยับระดับการผลิตให้เสถียรขึ้น ลด Scrap เพิ่มความสอดคล้องกับ OEM และวางรากฐานสำหรับ Zero Defect การเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ฝุ่น โดย ALS Testing ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้โรงงานไปถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างมั่นใจ    
อ่านเพิ่มเติม
กันยายน 4, 2025

สร้างความเชื่อมั่นด้านความสะอาดให้ธุรกิจด้วยการวิเคราะห์ฝุ่น

ความสะอาดสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์การแพทย์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ทำให้การปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกแม้แต่ฝุ่นส่งผลกระทบต่อคุณภาพและภาพลักษณ์ของธุรกิจ ดังนั้น การ วิเคราะห์ฝุ่น (Dust Analysis) จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ผลิตมั่นใจได้ว่าสินค้าผ่านมาตรฐานทั้งในประเทศและสากล ALS Testing Services (Thailand) ในฐานะบริษัทในเครือ ALS Global ที่มีประสบการณ์กว่า 40 ปีด้านการทดสอบและตรวจสอบคุณภาพ เราจึงมีบริการวิเคราะห์ฝุ่นที่ครอบคลุมและได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณยกระดับคุณภาพสินค้าและลดความเสี่ยงในกระบวนการผลิต บริการวิเคราะห์ฝุ่นจาก ALS Testing การวิเคราะห์ฝุ่น คือ กระบวนการตรวจสอบและวัดปริมาณ รวมถึงชนิดของอนุภาคฝุ่นหรือสิ่งปนเปื้อนที่อยู่ในชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ หรือสภาพแวดล้อมการผลิต โดยใช้มาตรฐานและเครื่องมือเฉพาะ เพื่อประเมินว่าฝุ่นเหล่านั้นมีผลกระทบต่อคุณภาพสินค้า สมรรถนะการทำงาน ความปลอดภัย และมาตรฐานสากลอย่าง Verband der Automobilindustrie Guideline 19 หรือ VDA 19 ( การตรวจวัดและประเมินความสะอาดทางเทคนิคของชิ้นส่วน)  หรือ ISO 16232:2018 ( กระบวนการวิเคราะห์ความสะอาดของชิ้นส่วนยานยนต์) หรือไม่  1. การยืนยันพารามิเตอร์การสกัด (Validation of Extraction Parameters) ก่อนจะทำการวิเคราะห์ เราจะตรวจสอบความเหมาะสมของขั้นตอนการสกัดฝุ่นจากชิ้นส่วน โดยทำการสกัดซ้ำ 6 ครั้ง และวิเคราะห์ผลผ่าน Particle Analyzer เพื่อให้มั่นใจว่าขั้นตอนสกัดมีความแม่นยำและสอดคล้องกับเกณฑ์ของ VDA 19 / ISO 16232 2. การวิเคราะห์อนุภาค (Particle Analysis) เมื่อขั้นตอนการสกัดฝุ่นจากชิ้นส่วนได้รับการยืนยันแล้วว่ามีความแม่นยำและสม่ำเสมอ ขั้นตอนถัดมาคือการวิเคราะห์อนุภาคที่สกัดออกมา โดยจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก คือ โลหะ (Metallic)  เช่น เศษเหล็ก อะลูมิเนียม ทองแดงที่มาจากการสึกหรอ ไม่ใช่โลหะ (Non-Metallic) เช่น พลาสติก ยาง หรือเศษฝุ่นจากสิ่งแวดล้อม ไฟเบอร์ (Fiber) เช่น เส้นใยจากผ้า กรอง หรือวัสดุบรรจุภัณฑ์ ผลการวิเคราะห์จะระบุ จำนวน ขนาด และชนิด ของอนุภาคอย่างละเอียด เพื่อใช้ประเมินว่าชิ้นส่วนหรือระบบนั้นมีความสะอาดเพียงพอตามมาตรฐานหรือไม่ และช่วยวางแผนการบำรุงรักษาได้อย่างแม่นยำ 3. การวิเคราะห์เชิงลึก (Advanced Analysis) หากต้องการทราบองค์ประกอบหรือชนิดของอนุภาคอย่างละเอียด เรามีเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น SEM/EDX กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดร่วมกับการวิเคราะห์พลังงานรังสีเอกซ์ เพื่อระบุธาตุในอนุภาคโลหะ FTIR  การวิเคราะห์ด้วยสเปกโตรสโกปีอินฟราเรด สำหรับระบุชนิดของอนุภาคที่ไม่ใช่โลหะ เช่น พลาสติก ยาง หรือเส้นใยธรรมชาติ ประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการวิเคราะห์ฝุ่น การวิเคราะห์ฝุ่นไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนตรวจสอบความสะอาดของชิ้นส่วนเท่านั้น แต่ยังเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพสินค้า ลดความเสี่ยง และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า การลงทุนในขั้นตอนนี้จึงเป็นการปกป้องทั้งประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตและชื่อเสียงของแบรนด์ รวมถึงประโยชน์ด้านอื่น ๆ ดังนี้ 1. ลดความเสี่ยงในการเรียกคืนสินค้า การวิเคราะห์ฝุ่นช่วยให้สามารถตรวจจับปัญหาและความปนเปื้อนที่อาจทำให้สินค้ามีข้อบกพร่อง ก่อนที่จะส่งถึงมือลูกค้า ซึ่งหมายถึงการป้องกันปัญหาได้ตั้งแต่ต้นน้ำ ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดที่อาจนำไปสู่การสูญเสียทั้งในเชิงเศรษฐกิจและความไว้วางใจ 2. ยกระดับคุณภาพสินค้าให้แข่งขันได้ในตลาดโลก ความสะอาดและคุณภาพของชิ้นส่วนสำหรับตลาดสากล โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และการแพทย์มีความเข้มงวดมาก ทำให้การวิเคราะห์ฝุ่นตามมาตรฐานช่วยให้ผู้ผลิตมั่นใจว่าสินค้าสอดคล้องกับข้อกำหนดเหล่านี้ ส่งผลให้สามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ และยังช่วยเปิดโอกาสทางการค้า 3. เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ฝุ่นแสดงถึงอัตราการปนเปื้อนและต้นตอของการปนเปื้อนในสายการผลิต ไม่ว่าจะเป็นจากเครื่องจักร สภาพแวดล้อมการทำงาน หรือขั้นตอนการประกอบ ด้วยข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ ผู้ผลิตสามารถปรับปรุงขั้นตอน ลดจุดเสี่ยง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว 4. เสริมความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและคู่ค้า ผลการทดสอบจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 เป็นเครื่องยืนยันคุณภาพที่จับต้องได้สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและคู่ค้าทางธุรกิจว่าผลิตภัณฑ์ผ่านกระบวนการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ธุรกิจประเภทใดอีกบ้างที่เหมาะสำหรับบริการการวิเคราะห์ฝุ่น การวิเคราะห์ฝุ่นไม่เพียงเหมาะสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องมือทางการแพทย์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น แต่ธุรกิจเหล่านี้สามารถใช้การทดสอบฝุ่นจาก ALS เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความสะอาดได้อีกด้วย  อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ความสะอาดในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเป็นหัวใจสำคัญ เพราะฝุ่นหรืออนุภาคจากบรรจุภัณฑ์ เครื่องจักร หรือสภาพแวดล้อม สามารถปนเปื้อนอาหารจนไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยอย่าง HACCP, GMP หรือ ISO 22000 ได้ บริการ วิเคราะห์ฝุ่น (Dust / Particle Analysis) ของ ALS Testing ช่วยตรวจหาและระบุชนิดอนุภาค เช่น โลหะ พลาสติก เส้นใย หรือสิ่งปนเปื้อนอื่น ๆ เพื่อให้ผู้ผลิตแก้ไขต้นเหตุได้ตรงจุด เช่น ปรับขั้นตอนบรรจุ หรือปรับปรุงระบบกรองอากาศ อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ความปลอดภัยและความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอนุภาคเล็ก ๆ เช่น ฝุ่น เส้นใย หรือเศษวัสดุจากกระบวนการผลิต อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง ปัญหาผิวหนัง หรือทำให้สินค้าสูญเสียคุณภาพ ซึ่งการวิเคราะห์ฝุ่นที่สามารถช่วยตรวจหาการปนเปื้อน ช่วยแก้ไขการระคายเืองที่ส่งผลต่อลุกค้าได้ พลังงานและปิโตรเคมี อนุภาคฝุ่น เศษโลหะ หรือคราบตะกอนสามารถก่อให้เกิดการอุดตัน การสึกหรอ หรือความเสียหายต่ออุปกรณ์ส่งผลต่อการผลิต ทำให้การวิเคราะห์ฝุ่นมีความสำคัญ  เพื่อดูแลรักษาความสะอาดระบบท่อและอุปกรณ์ไฮดรอลิก จนการทำงานมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ วิเคราะห์ฝุ่นเพื่อพัฒนาคุณภาพธุรกิจด้วยแล็บประสิทธิภาพ ALS Testing Service ในโลกอุตสาหกรรมที่การแข่งขันสูงและมาตรฐานความสะอาดมีบทบาทสำคัญ การวิเคราะห์ฝุ่นไม่ใช่เพียงขั้นตอนเสริม แต่คือกลยุทธ์สำคัญในการป้องกันความเสี่ยง ยกระดับคุณภาพ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า การมองข้ามขั้นตอนนี้อาจนำไปสู่ปัญหาที่ส่งผลทั้งต่อเศรษฐกิจและชื่อเสียงของธุรกิจ ALS Testing Services (Thailand) พร้อมเป็นพันธมิตรที่คุณไว้วางใจได้ ด้วยความเชี่ยวชาญกว่า 40 ปีในเครือข่าย ALS Global ด้วยมาตรฐานการวิเคราะห์ระดับสากล พร้อมความชำนาญและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อรายงานที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณนำไปพัฒนาธุรกิจของตนเอง จนสามารถสร้างมั่นใจด้านความสะอาดระดับโลกได้
อ่านเพิ่มเติม
มกราคม 21, 2025
วิเคราะห์ฝุ่นหรืออนุภาค

วิเคราะห์ฝุ่นหรืออนุภาค

ALS  บริการวิเคราะห์ฝุ่นหรืออนุภาค บนชิ้นส่วนยานยนต์  มาตรฐาน VDA19/ ISO 16232  ( ภายใต้การรับรองมาตรฐาน ISO 17025) ALS Testing เป็นบริการที่ให้การวัดขนาด นับ และวิเคราะห์ฝุ่นบนชิ้นส่วนยานยนต์ตามมาตรฐาน VDA19 และ ISO 16232-2018 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์สำหรับการควบคุมคุณภาพและความสะอาดของชิ้นส่วนยานยนต์ ALS Testing ได้รับการรับรองมาตรฐานห้องปฏิบัติการที่ครอบคลุมในทุกการทดสอบตามมาตรฐาน VDA19 และ ISO 16232 ทำให้มั่นใจได้ว่าผลลัพธ์ที่ได้มีความถูกต้องและเชื่อถือได้ การวิเคราะห์ฝุ่นไม่เพียงแต่ช่วยในการควบคุมคุณภาพของชิ้นส่วนยานยนต์ แต่ยังช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ALS Testing จึงสามารถให้บริการที่มีคุณภาพสูงในการวัดขนาด นับ และวิเคราะห์ฝุ่นในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ในตลาด การทดสอบตามมาตรฐาน VDA19/ISO16232 โดย ALS ภายใต้การรับรองมาตรฐาน ISO 17025 ALS ได้รับการรับรองการทดสอบตามมาตรฐาน ISO 16232 ภายใต้ขอบข่ายการรับรอง ISO 17025 ซึ่งครอบคลุมการดำเนินการทดสอบที่มีความแม่นยำและน่าเชื่อถือสูง โดยการทดสอบตามมาตรฐาน VDA19/ISO16232 แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนหลัก ดังนี้: ขั้นตอนที่ 1: การทดสอบ Decline (Validation of Extraction Parameters) การทดสอบในขั้นตอนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันว่าพารามิเตอร์การสกัดอนุภาค (Particle Extraction Parameters) เหมาะสมกับชิ้นงานของลูกค้าหรือไม่ โดยมีแนวคิดดังนี้: นำชิ้นงานมาผ่านกระบวนการสกัด (Extraction Process) จากนั้นนำน้ำที่ได้จากการสกัดไปกรองผ่านแผ่นกรอง (Filter). แผ่นกรองที่ได้จะถูกนำไปวิเคราะห์ด้วยเครื่อง Particle Analyzer. ทำซ้ำกระบวนการดังกล่าวกับชิ้นงานเดิมจำนวน 6 ครั้ง เพื่อให้ได้แผ่นกรองทั้งหมด 6 ชิ้น. นำผลการทดสอบจากทั้ง 6 แผ่นกรองมาพล็อตกราฟเพื่อตรวจสอบความสอดคล้องตามเกณฑ์มาตรฐาน. หากผลการทดสอบผ่านเกณฑ์ตามมาตรฐาน VDA19/ISO16232 ขั้นตอนนี้จะถือว่าสำเร็จและสามารถดำเนินการทดสอบในขั้นตอนถัดไปได้. ขั้นตอนที่ 2: การวิเคราะห์อนุภาค (Particle Analysis)  การวิเคราะห์อนุภาคเป็นกระบวนการที่สำคัญในการศึกษาขนาด ปริมาณ ชนิดและคุณสมบัติอื่น ๆ ของอนุภาคในสารต่าง ๆ ซึ่งมีความสำคัญในหลายอุตสาหกรรม  ขั้นตอนนี้เป็นการนำชิ้นงานมาผ่านกระบวนการสกัดตามมาตรฐาน VDA19 โดยนำน้ำที่ผ่านการสกัดไปกรองผ่านแผ่นกรอง และนำแผ่นกรองไปวิเคราะห์ด้วยเครื่อง Particle Analyzer เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สำคัญดังต่อไปนี้: ปริมาณ (Quantity) ขนาด (Size) ชนิด (Type) ผลการวิเคราะห์จะจำแนกอนุภาคออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่: Metallic (โลหะ) Non-Metallic (ไม่ใช่โลหะ) Fiber (ไฟเบอร์) การวิเคราะห์เชิงลึกเพิ่มเติมเพื่อระบุชนิดของอนุภาคที่ตรวจพบ สามารถดำเนินการดังนี้: 1.ในกรณีที่พบอนุภาคประเภท Metallic (โลหะ) และต้องการทราบองค์ประกอบธาตุ จะทำการวิเคราะห์เพิ่มเติมด้วยเครื่อง SEM/EDX (Scanning Electron Microscope with Energy Dispersive X-ray Analysis). การวิเคราะห์ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (SEM) และการวิเคราะห์องค์ประกอบของธาตุด้วย EDX หลักการทำงาน
Scanning Electron Microscopy (SEM) เป็นเทคนิคที่ใช้ลำแสงอิเล็กตรอนในการสแกนพื้นผิวของตัวอย่างเพื่อสร้างภาพที่มีความละเอียดสูง สามารถแสดงรายละเอียดพื้นผิวและโครงสร้างของตัวอย่างในระดับไมโครเมตรได้อย่างชัดเจน
Energy Dispersive X-Ray Spectroscopy (EDX หรือ EDS) เป็นเครื่องมือที่ติดตั้งร่วมกับ SEM สำหรับการวิเคราะห์ธาตุในตัวอย่าง โดยตรวจจับลักษณะเฉพาะของรังสีเอกซ์ที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาระหว่างลำแสงอิเล็กตรอนกับธาตุต่าง ๆ ในตัวอย่าง คุณสมบัติเด่นของ SEM/EDX การตรวจจับธาตุในระดับไมโครเมตร ระบุองค์ประกอบทางเคมีของตัวอย่างในพื้นที่เฉพาะ แสดงการกระจายตัวของธาตุในตัวอย่าง เช่น โลหะผสม หรือพื้นผิวที่มีการเคลือบ การตรวจสอบลักษณะโครงสร้างและพื้นผิว ใช้วิเคราะห์ข้อบกพร่องในวัสดุ เช่น การแตกร้าว การสึกกร่อน หรือการเคลือบผิว การวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมี ตรวจสอบความหนาของชั้นเคลือบและชั้นของโลหะที่แตกต่างกัน วิเคราะห์ร่องรอยของการกัดกร่อนในโลหะ การประยุกต์ใช้งาน การวิเคราะห์วัสดุ ศึกษาองค์ประกอบของวัสดุ เช่น โลหะ เซรามิก หรือโพลิเมอร์ ตรวจสอบการกระจายตัวของธาตุในโลหะผสม การวิเคราะห์ฝุ่นและสิ่งสกปรก ตรวจสอบองค์ประกอบของฝุ่นที่ตกค้างในกระบวนการผลิต วิเคราะห์ฝุ่นที่มีโอกาสเกิดการระเบิด เพื่อประเมินความปลอดภัย การวิเคราะห์ปัญหาการผลิต ตรวจสอบข้อบกพร่องในผลิตภัณฑ์ เช่น รอยแตก การสึกกร่อน หรือความเสียหายจากการใช้งาน ข้อดีของ SEM/EDX ให้ข้อมูลที่ละเอียดและครอบคลุมทั้งในด้านโครงสร้างและองค์ประกอบของตัวอย่าง รองรับการวิเคราะห์ตัวอย่างที่หลากหลาย ใช้ในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงการแก้ปัญหาด้านการผลิต 2.สำหรับอนุภาคประเภท Non-Metallic (ไม่ใช่โลหะ) และ Fiber (ไฟเบอร์) ซึ่งอาจประกอบไปด้วยวัสดุจำพวกยาง พลาสติก หรือเส้นใยจากธรรมชาติ จะทำการวิเคราะห์ด้วยเครื่อง FTIR (Fourier Transform Infrared Spectroscopy). หลักการทำงาน Fourier Transform Infrared Spectroscopy (FT-IR) Fourier Transform Infrared Spectroscopy (FT-IR) เป็นเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์องค์ประกอบทางโครงสร้างเคมีของสาร โดยอาศัยคุณสมบัติการดูดกลืนแสงในช่วงความยาวคลื่นอินฟราเรด ตัวอย่างสารจะดูดกลืนหรือส่งผ่านแสงอินฟราเรดในลักษณะเฉพาะ ซึ่งเปรียบเสมือน “ลายนิ้วมือ” ทางเคมีของวัสดุแต่ละชนิด ประเภทตัวอย่างที่สามารถวิเคราะห์ได้
FT-IR สามารถใช้งานกับตัวอย่างในสถานะต่าง ๆ เช่น ของแข็ง: เช่น พลาสติก ยาง เส้นใยทั้งสังเคราะห์และธรรมชาติ ของเหลว: เช่น น้ำยาทำความสะอาด สี น้ำมัน ก๊าซ: ตัวอย่างที่อยู่ในรูปของไอระเหย การประยุกต์ใช้งาน การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ: ตรวจสอบชนิดของสาร เช่น โพลีเมอร์ เรซิ่น กาว และน้ำมัน วิเคราะห์องค์ประกอบสารเคมีที่เป็นสิ่งเจือปนในผลิตภัณฑ์ การวิเคราะห์เชิงปริมาณ: วัดปริมาณขององค์ประกอบทางเคมีในตัวอย่าง ใช้ในการควบคุมคุณภาพและประเมินคุณสมบัติของวัสดุ คุณสมบัติเด่นของ FT-IR High Sensitivity MGT-A Detector: ช่วยให้ตรวจวัดได้อย่างแม่นยำ Interchangeable Accessories: เช่น VATR, Liq-Cell, ZnSe Compression Cell รองรับการวิเคราะห์ตัวอย่างในสถานะที่แตกต่างกัน Nicolet Nic-Plan Microscope: สำหรับวิเคราะห์ตัวอย่างขนาดเล็กที่มีปริมาณน้อยหรือเป็นสิ่งเจือปน ตัวอย่างของวัสดุที่วิเคราะห์ด้วย FT-IR ได้ ผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวัน: น้ำยาทำความสะอาด สี น้ำมัน กระดาษ กาว วัสดุอุตสาหกรรม: โพลีเมอร์ เช่น อิพ็อกซี่ เรซิ่น พลาสติก และยาง เส้นใย: ทั้งเส้นใยสังเคราะห์และเส้นใยธรรมชาติ จุดเด่นของการวิเคราะห์ด้วย FT-IR ใช้ตัวอย่างในปริมาณน้อย ไม่ทำลายตัวอย่าง ทำให้สามารถนำไปวิเคราะห์ด้วยเทคนิคอื่นต่อได้ วิเคราะห์ได้รวดเร็วและแม่นยำ การใช้งานในอุตสาหกรรม
ALS ปทุมธานี ให้บริการทดสอบ FT-IR ที่ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมไอทีและซอฟต์แวร์ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ โทรคมนาคม อุตสาหกรรมพลาสติก การวิเคราะห์อนุภาคมีประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจอย่างไร? การวิเคราะห์อนุภาคมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจในหลายด้าน ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการควบคุมคุณภาพในภาพรวมของอุตสาหกรรม ดังนี้ การควบคุมคุณภาพ การวิเคราะห์ขนาดและการกระจายของอนุภาคเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการควบคุมคุณภาพในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ยานยนต์ อาหาร เภสัชกรรม และเคมี การเข้าใจขนาดอนุภาคช่วยให้สามารถปรับปรุงกระบวนการผลิตและรับประกันว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพสูงและตรงตามมาตรฐานที่กำหนด การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต การวิเคราะห์อนุภาคช่วยให้สามารถติดตามและปรับปรุงกระบวนการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของขนาดและจำนวนอนุภาคในระหว่างกระบวนการผลิต ซึ่งช่วยให้สามารถควบคุมสภาวะการทำงานที่เหมาะสมเพื่อให้ได้อนุภาคที่มีคุณสมบัติตามต้องการอย่างสม่ำเสมอ ลดความล่าช้าและข้อผิดพลาด การใช้เทคนิคการวิเคราะห์อนุภาคแบบออนไลน์ช่วยลดความล่าช้าและข้อผิดพลาดที่เกิดจากการสุ่มตัวอย่างและการวิเคราะห์แบบออฟไลน์ ทำให้สามารถตรวจสอบสถานะของกระบวนการผลิตได้แบบเรียลไทม์ และทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ในด้านวิจัยและพัฒนา การวิเคราะห์อนุภาคช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเข้าใจพฤติกรรมของวัสดุต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่หรือปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้ว ประยุกต์ใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม เทคนิคการวิเคราะห์อนุภาคถูกนำไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น การควบคุมคุณภาพของผงอาหารในอุตสาหกรรมอาหาร การควบคุมขนาดอนุภาคของยาในอุตสาหกรรมยาและเภสัชกรรม และอุตสาหกรรมเคมีที่ต้องมีการควบคุมขนาดของสารเคมีต่าง ๆ ในกระบวนการผลิต เป็นต้น ลดต้นทุนในการผลิต ด้วยการควบคุมคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต การวิเคราะห์อนุภาคสามารถช่วยลดต้นทุนในการผลิตได้ โดยลดจำนวนสินค้าชำรุดหรือไม่ตรงตามมาตรฐาน ทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการผลิตได้มากขึ้น
อ่านเพิ่มเติม